วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Learninglog


หลังจากที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนแล้ว ได้ศึกษานอกห้องเรียนเกี่ยวกับทักษะการฟัง และการอ่าน มาศึกษาเพิ่มเติม แลได้ทำความเข้าใจ

พัฒนา “ทักษะการฟัง”

ทักษะการฟังเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็น ต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะการพูด อ่าน เขียน ฯลฯ ทักษะการฟังที่ดีนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญของทักษะการเข้าสังคม เพราะจะสามารถลดความเข้าใจผิด ความขัดแย้งในการปฏิสัมพันธ์กับคน นอกจากนี้การพัฒนาทักษะการฟังส่งผลต่อการพัฒนาในด้านสติปัญญา ในแง่ของการฝึกใช้ความคิด การจับประเด็น ฝึกความจำ และฝึกฝนการจดจ่อแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่ผ่านมาพบว่า คนในสังคมไทยจำนวนมาก มองว่าทักษะการฟังเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติจึงไม่ต้องดิ้นรนฝึกฝนมากเท่ากับทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ จึงมักละเลยที่จะฝึกทักษะด้านการฟังนี้ให้กับเด็กไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเทียบกับทักษะในด้านการพูด อ่าน เขียน ที่ครูให้น้ำหนักความสำคัญในการฝึกฝนผู้เรียน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วทักษะการฟัง เป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเช่นเดียวกัน โดยควรฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าวให้เป็นอุปนิสัยประจำตัวที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงานของผู้เรียนต่อไปในอนาคต

สอนเด็กให้เป็นนักฟังที่ดีได้อย่างไร
เริ่มจากครูเป็นนักฟังที่ดี นั่นคือครูต้องเรียนรู้ที่จะฟังเด็กเมื่อเด็กต้องการสื่อสารหรืออยากเล่าเรื่องอะไรให้ครูฟัง ครูไม่ควรแสดงความรำคาญไม่อยากฟังหรือฟังแบบขอไปที โดยไม่ได้สนใจในสิ่งที่เด็กพูดจริง ๆ เปลี่ยนเรื่องพูดหรือคุยเรื่องอื่นแทรกขัดจังหวะ ฯลฯ รวมทั้งครูควรระวังพฤติกรรมของตนในขณะสื่อสารกับคนอื่น เช่น ขณะคุยโทรศัพท์ ขณะที่ครูคุยกันเอง ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการลอกเลียนแบบของเด็กโดยปริยาย นอกจากนี้ในการสื่อสารเรื่องใด ๆ กับเด็ก ครูไม่ควรคิดเอาเองว่าเด็กคงเข้าใจเหมือนอย่างที่ตนเองเข้าใจ แต่ควรสื่อสารออกไปอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กนั้นเข้าใจในสิ่งที่ตนพูดจริง ๆ ดังคำที่กล่าวว่า “Say what you mean, and mean what you say” นั่นเอง
สอนให้อดทนในการฟัง การฟังอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่สามารถสอนและฝึกฝนกันได้ แต่พื้นฐานสำคัญอันดับแรกสุดในการฝึกฝนดังกล่าวนั้น คือ การฝึกฝนความอดทนในการเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วความอดทนรอคอยของเด็กในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น ครูจึงควรฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังด้วยความอดทนโดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายหรือถูกเรื่องอื่นดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน
ภาคปฏิบัติในการฝึกฝนนั้น ครูสามารถฝึกเด็กได้โดยใช้กิจกรรมที่เรียกว่า sit time ในการกำหนดให้มีช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวันให้เด็กได้ตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน ฝึกฟังเทปบทเรียน เทปนิทาน หรือ หนังสือเสียง
สอนมารยาทการเป็นผู้ฟัง เป็นหลักการสำคัญในการสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะให้เกียรติผู้พูด ซึ่งเป็นการฝึกฝนให้เด็กไม่เป็นคนที่เย่อหยิ่งหรือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางคิดว่าความคิดของตนดีกว่าจนไม่ยอมรับฟังผู้ใด จนเป็นเหตุให้เกิดการปิดกั้นการเรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ทำให้การสนทนานั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และจบลงด้วยดี
ในภาคปฏิบัตินั้น ครูควรสอนให้เด็กให้เรียนรู้จักการมีมารยาทในการฟังด้วยการ
สอนให้เด็กสบตาผู้พูดเสมอ ไม่เดินไปเดินมา ลุกนั่งหรือย้ายที่นั่งไปมา วิ่งเล่นไปมาในขณะที่กำลังฟังผู้อื่นพูดกับตน.สอนให้เด็กไม่พูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดไม่เสร็จ โดยหากต้องการถามอะไรให้จำหรือจดประเด็นเอาไว้ก่อน หรือหากกลัวลืมจริง ๆ ให้ยกมือขึ้นและกล่าวขออนุญาตถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ สอนให้เด็กรู้จักจังหวะของการ พูด/ฟัง ถาม/ตอบ ในการสื่อสาร

...สอนให้เด็กรู้จักเลือกฟังในสิ่งที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ ไม่ฟังคนอื่นนินทากัน หรือพูดจาลามกหยาบโลน โดยให้ขออนุญาตหรือเดินหลบออกมาอย่างสุภาพ

สอนให้ฟังอย่างกระตือรือร้น ไม่เพียงแต่มีมารยาทในการเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยท่าทีตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แต่การเป็นผู้ฟังที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีลักษณะแห่งความกระตือรือร้นอยู่ด้วย หรือที่เรียกว่า Active Listening ไม่ใช่แต่แสดงท่าทางภายนอกว่ากำลังฟังอยู่ แต่ในสมองต้องมีการทำงานถกเถียงและคิดไปด้วยอยู่ตลอดเวลา จะฟังแบบใจลอยคิดถึงเรื่องอื่นไม่ได้
โดยภาคปฏิบัติ ครูควรสอนให้เด็กตอบสนองการฟังทุกครั้ง เช่น เมื่อครูเรียกให้เด็กขานรับทันทีว่า “ผมกำลังมาครับ” หรือเวลาครูสอนอะไรให้เด็กแสดงท่าทีตั้งใจฟังและตอบรับ “ครับ/ค่ะ คุณครู” เป็นต้น เพื่อรู้ว่าเด็กกำลังฟังอยู่ รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามย้อนกลับมาทุกครั้งหลังจากที่ครูพูดคุยสนทนากับเด็กเสร็จหรือพูดทวนสิ่งที่ได้ยินมาซ้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการย้ำว่าสิ่งที่เด็กเข้าใจนั้นตรงกันกับสิ่งที่ครูพูดออกไปหรือไม่ เป็นต้น
สอนจับประเด็นโดยตั้งคำถามเพื่อวัดความสามารถในการฟัง ความสามารถในการจับประเด็นเป็นตัวชี้ว่าการสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผู้ส่งสารสามารถบรรลุเป้าหมายในการสื่อสารที่ต้องการไปยังผู้รับสารหรือไม่ ในภาคปฏิบัติหลังจากจบการพูดคุยกันแล้วทุกครั้ง ครูควรตั้งคำถามทวนซ้ำกับเด็ก เพื่อทดสอบว่าเด็กสามารถจับประเด็นในเนื้อหาที่ฟังไปได้หรือไม่ ตัวอย่างคำถามเช่น ในรูปแบบของ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เวลาใด และเด็กจะต้องทำอะไรต่อไป เป็นต้น รวมทั้งสามารถตั้งคำถามเพื่อให้เด็กได้คิดต่อยอด เช่น ถามความคิดเห็นของเด็กเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ฟัง “หนูคิดว่าเรื่องนี้ใครผิด?” ... “หนูคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?” อันก่อให้เกิดประโยชน์ในการฝึกฝนทักษะการคิดให้เด็กได้อีกทาง รวมทั้งครูสามารถรู้จักเด็กเพิ่มขึ้น ผ่านทางแนวคำตอบที่ได้รับด้วยเช่นกัน การพัฒนาทักษะการฟังนั้นเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ สร้างให้เป็นนิสัย โดยครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะการฟังควบคู่กับทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน และทักษะการพูดอย่างสอดรับกัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ของเด็ก

ทักษะการอ่าน

วิธีการสอนที่ผู้สอนสามารถนำผู้เรียนเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ ในรูปแบบของการอ่านหนังสือ ที่ไม่เพียงสอนให้ผู้เรียนอ่านหนังสือเพื่อรับรู้ข้อมูลเท่านั้น แต่สอนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีโต้ตอบกับผู้เขียนอีกด้วย ในอดีตครูผู้สอนที่ต้องการฝึกให้ผู้เรียนรักษาสิ่งของ มักจะกำชับผู้เรียนเสมอว่า “ ห้ามขีดเขียนข้อความใดๆ ลงในหนังสือ ” เพราะจะทำให้หนังสือเลอะเทอะ หรือ “ ถ้าต้องการเน้นข้อความสำคัญ อนุญาตให้ขีดเส้นใต้เพียงอย่างเดียว ” ความคิดเช่นนี้ทำให้ผู้เรียนพลาดโอกาสในการใช้หนังสือเพื่อช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ ความเข้าใจ ความจำ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความคิดสร้างสรรค์ เดฟ เอลลิส ( Dave Ellis ) ผู้ให้คำปรึกษาด้านการเรียนเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน “ เรียนเก่ง ” กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “ มีเหตุผลเดียวที่คนเราไม่เขียนอะไรลงไปในหนังสือ เพราะเรากลัวว่าเมื่อนำไปขายต่อจะไม่ได้ราคา ซึ่งแท้จริงแล้วประโยชน์ที่ได้จากการเขียนลงไปในหนังสือนั้น มีมากกว่าที่ได้รับจากการขายไม่รู้กี่เท่า ” เอลลิส จึงได้คิดระบบที่เรียกว่า Discovery and Intention Joumal Entry System ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำมาใช้ในระหว่างการอ่านหนังสือของผู้เรียนได้ Discovery คือ ข้อค้นพบ ทัศนคติ ความคิดเห็น และความรู้สึกที่มีต่อข้อความที่ได้อ่านจากหนังสือ Intention คือ สิ่งที่ต้องตั้งใจจะทำต่อไป หลังจากที่มีข้อค้นพบ หรือมีข้อคิดจากการอ่านหนังสือ เช่น กลับไปถามอาจารย์/เพื่อน ต้องไปค้นพบข้อมูลต่อ เป็นต้น โดยผู้เรียนสามารถขีด เขียน ลงไปในหนังสือได้ วิธีการอ่านแบบนี้ด้วยแบบนี้ช่วยทำให้ผู้เรียนฉลาดขึ้น เพราะผู้เรียนจะกลายเป็น “ ผู้เรียนรู้ ” การสอนผู้เรียนให้อ่านหนังสือและให้พวกเขารับเอาสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ทั้งหมดไม่ต่างอะไรกับการฝึกให้นกแก้วนกขุนทองพูดตามคำบอก แต่หากผู้เรียนได้อ่านหนังสือแบบเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไร ได้ฝึกโต้ตอบกับผู้เขียนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่อาจไม่สอดคล้องกับผู้เขียน ไม่เพียงเท่านั้น การอ่านเรียนรู้ยังไม่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ คำศัพท์สำนวนใหม่ๆ หรืออะไรก็ตามที่ได้รับจากการอ่าน ซึ่งการอ่านแบบเรียนรู้นี้จะเกิดต่อเมื่อผู้เรียนได้อ่านแล้ว “ คิด ” หรือ “ ขีดเขียน ” ลงไปในหนังสือ ในภาคปฏิบัติ เอลลิสมีคำแนะนำที่ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้กับผู้เรียนดังนี้ สอนผู้เรียนให้ขีดเส้นใต้ ทำเครื่องหมาย สร้างสัญญาลักษณ์ เหนือข้อความที่คิดว่าสำคัญ เมื่อผู้เรียนอ่านหนังสือ ครูผู้สอนสามารถแนะนำผู้เรียนให้วงกลมล้อมรอบข้อความสำคัญนั้น ถ้าสำคัญมากและต้องกลับมาทบทวนอาจเพิ่มจำนวนดอกจันทร์เป็น*** ตามความสำคัญของเนื้อหา ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจความคิดของผู้เขียนได้คมชัดมากยิ่งขึ้น สอนให้ผู้เรียนเขียนสรุปสิ่งที่ได้รับจากการอ่าน เมื่อผู้เรียนได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือต้องการย้ำความเข้าใจจากการอ่านหนังสือครูผู้สอนอาจสอนให้ผู้เรียนเขียนสรุปความสั้นๆ หรือทำเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือทำอะไรก็ได้ตามจินตนาการของผู้เรียนไว้มุมใดมุมหนึ่งของหนังสือ การทำเช่นนี้เป็นเหมือนการที่ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้เขียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้จดจำและสามารถทบทวนในสิ่งที่อ่านได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องกลับไปอ่านหนังสือทั้งเล่ม สอนให้ผู้เรียนเขียนแสดงความคิดเห็นจากสิ่งที่ได้อ่าน ครูผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนรู้จักการโต้ตอบกับผู้เขียนระหว่างการอ่านหนังสือ ไม่ควรเป็นผู้รับรู้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวโดยแนะนำให้ผู้เรียนเขียนสื่อสาร หรือใช้ภาษาสัญลักษณ์ลงไปในหนังสือด้วย หากผู้เรียนได้นำเสนอมา เช่น ขีดเส้นข้อความที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือต้องการเสนอความคิดจากสิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอมา เช่น ขีดเส้นข้อความที่เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย แล้วลากเส้นโยงออกมา เขียนไว้ว่า “ ความคิดนี้สุดยอดจริงๆ ” “ตรงนี้ไม่เห็นด้วยเขียนแง่ลบเกินไป” เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการสร้างผู้เรียนให้เป็นคนที่มีทักษะการคิด วิเคราะห์ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ สอนให้ผู้เรียนเขียน หรือแสดงสัญลักษณ์ เพื่อมีคำตอบจากการอ่านหนังสือ ครูผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคำถามในการอ่านไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ผู้เขียน เขียนมาทั้งหมด และเมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจและมีข้อสงสัยควรแนะนำให้ผู้เรียนใส่เครื่องหมายคำถาม (?) หรือเขียนประเด็นที่สงสัย หรือยังไม่เข้าใจ ต้องการค้นคว้าเพิ่มเติม หรือสอบถามผู้รู้ และเขียนกำกับไว้ด้วยว่าเราไม่เข้าใจอะไร หรืออาจเขียนกำกับไว้ด้วยว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เช่น “ ตรงนี้ต้องถามอาจารย์ ” “ ไปค้นพบในห้องสมุด ” เป็นต้น อันที่จริง ผมทำอย่างที่เอลลิสได้กล่าวไว้ข้างต้นมาตั้งแต่เด็กๆ และพบว่าทำให้การอ่านหนังสือได้ประโยชน์มาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคนเอาหนังสือที่ผมอ่านและได้เขียนสิ่งต่างๆ ไปอ่านต่อ หลายคนบอกผมว่า เขาได้รับประโยชน์จากการขีดเขียนของผมในหนังสือเล่มนั้นๆ ด้วย จึงสรุปได้ว่า วิธีการอ่านแบบนี้ช่วยทำให้ผู้เรียนได้ประโยชน์มากขึ้น และเรียนรู้ได้ดีมากขึ้นอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม วิธีเหมาะสำหรับหนังสือกับผู้เรียนที่เป็นเจ้าของเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน หนังสืออ่านเพิ่มเติม หรือแม้กระทั้งหนังสือที่ขึ้นมาอ่านเล่น เพื่อให้การอ่านหนังสือเกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด แต่หนังสือที่เป็นของห้องสมุด ซึ่งต้องใช้ส่วนรวม ครูผู้สอนควรย้ำให้ผู้เรียนใช้หนังสืออย่างมีมารยาทและเห็นแก่ผู้อื่น โดยไม่จดข้อความหรือขีดเขียนสิ่งใดลงไปไม่พบหนังสือหรือวางคว่ำหน้าลง เพราะหนังสืออาจจะหักหรือเสียหายได้ และควรดูแลให้หนังสืออยู่ในสภาพเดิมให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ในการใช้ร่วมกัน ผมมีความเชื่อว่า เปิดเทอมใหม่นี้ผู้เรียนทุกคนจะสามารถพัฒนาตนเองให้เก่งและฉลาดขึ้นได้ หากครูผู้สอนใส่ใจที่จะฝึกฝนและพัฒนาผู้เรียนในวิธีการที่เหมาะสม ซึ่ง “ การอ่านหนังสือ ” เป็นวิธีการหนึ่ง เพราะช่วยเพิ่มพูนความฉลาดและพัฒนาความเก่งและความฉลาดของผู้เรียนได้นั้น เกิดจากการที่เมื่ออ่านหนังสือผู้เรียนได้อ่านและคิดใคร่ครวญ ขีดเขียน ใส่สัญลักษณ์ ใส่เครื่องหมาย โต้ตอบกับผู้เขียน แม้จะดูเลอะเทอะ ไม่น่าดูในสายตาคนอื่น แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ผู้เรียนได้รับนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งคุ้มค่ากับการใช้หนังสือหนึ่งเล่ม









Learninglog


หลังจากที่เรียนรู้ในห้องก็ได้ศึกษานอกเหนือที่ศึกษาในห้องเรียน และได้ศึกษาเกี่ยวกับภาษาอังกฤษวึ่งเป็นเรื่องของสำนวนภาษาอังกฤษ

Jack of all trades master of none แปลว่า รู้อย่างเป็ด
Jack of all trades master of none หรือว่า รู้อย่างเป็ด jack of all trades แปลว่า รู้หมดทุกหมด master of none แปลว่าไม่เก่งสักอย่าง สำนวนนี้ บอกเราว่าการที่รู้อะไรเพียงอย่างเดียวแต่เชี่ยวชาญนั้น ย่อมดีกว่าการที่รู้อะไรหลายๆ แต่ไม่ลึกซึ้ง ก็เหมือนเป็ดที่ บินได้ ว่ายน้ำได้ เดินได้ แต่ละอย่างก็ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ตามภาพวาดจะเห็นว่า เล่นได้หมดเลย...แต่ไพเราะเสนาะหูหรือเปล่า อีกเรื่องหนึ่งครับ
Like master like man แปลว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก
Like master like man ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก like master แปลว่าเหมือนเจ้านาย และ like man ก็คือ เหมือนลูกน้อง man ในที่นี้หมายถึง ลูกน้องนะครับ สำนวนนี้บอกเราว่า เจ้านายเป็นยังไงลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้านายเป็นคนที่ขี้เกียจ ลูกน้องก็จะ ขี้เกียจเหมือนกัน ดูในภาพซิครับสุนัขของพี่โจร... ช่วยกันทำมาหากินกันดีจริงๆเลย แย่ครับแย่
Like master like man แปลว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก
Like master like man ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก like master แปลว่าเหมือนเจ้านาย และ like man ก็คือ เหมือนลูกน้อง man ในที่นี้หมายถึง ลูกน้องนะครับ สำนวนนี้บอกเราว่า เจ้านายเป็นยังไงลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้านายเป็นคนที่ขี้เกียจ ลูกน้องก็จะ ขี้เกียจเหมือนกัน ดูในภาพซิครับสุนัขของพี่โจร... ช่วยกันทำมาหากินกันดีจริงๆเลย แย่ครับแย่
Who loves to roam may lose his home แปลว่า รักสนุกจะทุกข์ถนัด
Who loves to roam may lose his home หรือ ตรงกับสำนวนไทยว่า รักสนุกจะทุกข์ถนัด คำว่า roam มีความว่า การท่องเที่ยวที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง may lose his home แปลว่า อาจสูญเสียบ้านได้
สำนวนนี้เตือนเราว่า ถ้าเรามัวเห็นแต่ความสนุกจนเกินไป อาจมีเรื่องร้อนหรือมีเรื่องลำบากใจตามมาทีหลังก็เป็นได้ ยังไงก็สนุกแต่พอสมควรนะครับ
A closed mouth catches no flies แปลว่าพูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง
A closed mouth catches no flies หรือตรงกับสำนวนไทยว่า พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง A closed mouth แปลว่า ปากที่ปิด และ catches no flies จะไม่มีแมลงวัน บางครั้งถ้าเงียบ อาจจะทำให้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น คลี่คลายไปในทางที่ดีก็ได้นะครับ
No one can give what he has not got แปลว่าอย่ารีดเลือดกับปู
No one can give what he has not got
ตรงกับสำนวนไทยว่า อย่ารีดเลือดกับปู No one can give แปลว่า ไม่มีใครสามารถให้ และ what he has not got อะไรที่เขาไม่มี สำนวนนี้บอกเราว่า อย่าเคียวเข็ญหรือบีบบังคับเอาเงินหรือสิ่งของกับผู้ที่ไม่มีจะให้ เพราะนอกจากจะไม่ได้แล้ว ยังจะทำให้เกิดความหงุดหงิดใจกันทั้ง 2 ฝ่ายนะครับ
A man cannot be in two places at the same time. หรือ ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า อย่าจับปลา สอง มือ A man cannot be in two places แปลว่า คนๆเดียวไม่สามารถอยู่ สองที่ และ at the same time ในเวลาเดียวกัน ทำอะไร สองอย่างพร้อมๆกันมันไม่ค่อยมีอะไรดีหรอกครับ ควรจะทำเพียงอย่างเดียวแต่เต็มที่จะดีกว่า.....Better bend than break แปลว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวางBetter bend than break ตรงกับสำนวนไทยคือ น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง Better bend โน้มเอนดีกว่า และ break คือ หักนะครับ
เป็นสำนวนที่หมายถึงการทำอะไรให้เป็นที่ขัดขวางอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ดูเหตุการณ์เสียก่อน อาจทำให้ได้รับเคราะห์หรืออันตรายได้ การที่เรารู้จักผ่อนปรนตามผู้ที่มีอำนาจ อะไรที่ยอมได้ก็ยอมกันไปเถอะครับ ตัวเราเองจะได้ปลอดภัย
Prettiness dies first แปลว่าสังขารไม่เที่ยงPrettiness dies first ตรงกับคำกล่าวว่า สังขารไม่เที่ยง Prettiness คือ ความสวยงาม และdies first มีความหมายว่า จากไปก่อน การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้น ไม่มีใครที่จะหนีพ้น รวมถึงความสวยงาม ที่เหมือนดอกไม้ วันหนึ่งก็ต้องเหี่ยวเฉาไม่คงทน ถาวรนะครับ
It’s a small world แปลว่าโลกมันแคบ
It’s a small world ตรงกับคำกล่าวที่ว่า โลกมันแคบ ประโยคนี้ตรงตัวเลยครับ small ในที่นี้คือ คับแคบหรือเล็ก ไม่ว่าเราจะไปไหนก็มักจะเจอกับคนรู้จักทั้งนั้น เหมือนกับที่เค้าบอกว่า คนทั้งโลกนี้เป็นเพื่อนกันหมดเพียงแต่เรายังไม่ได้ทำความรู้จัก เหมือนกับสองคนนี้เค้าอาจเป็นฝาแฝดกันก็ได้

Don’t cry before you hurt แปลว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้
Don’t cry before you hurt หรือตรงกับสำนวนไทยคือ อย่าตีตนไปก่อนไข้ Don’t cry แปลว่า อย่าร้อง before you hurt ถ้ายังไม่เจ็บ คือ อย่าโวยวายไปก่อนที่เรื่องจะเกิด เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่แน่ว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่ร้ายแรง ไม่ได้เป็นจริงอย่างที่คิดไว้ก็ได้ สำนวนนี้ต้องการให้เรามีสติ อย่าตื่นเต้นตกใจ จำไว้นะครับสติมาปัญญาเกิด ใจเย็นๆๆนะ
We can’t dip into the future แปลว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
We can’t dip into the future ตรงกับคำกล่าวว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด dip แปลว่า จุ่ม นะครับ ส่วน into the future คือในอนาคต สำนวนนี้อยากจะบอกว่า เราไม่สามารถ รู้ถึงอนาคตได้ แต่เรารู้ว่าวันนี้ต้องทำอะไร ก็ทำให้ดีที่สุดเถอะครับ เพราะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดครับ ....จะเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวรู้กัน
Misfortunes come on wings. แปลว่ากรรมตามสนอง
Misfortunes come on wings ตรงกับคำกล่าวที่ว่า กรรมตามสนอง
Misfortunes แปลว่า โชคร้าย ส่วน come on wings มีความหมายว่า ติดปีกมาเลยปีก ใครทำกรรมอะไรไว้ไม่ต้องถึงชาติหน้าหรอก ชาตินี้แหละกรรมตามสนองแน่นอนอย่างกับติดจรวดทีเดียวเลย อย่างไรก็ทำดีไว้เถิดสังคมจะได้สงบสุขและจะได้มีแต่เรื่องดีๆตามมา....
As you sow so shall you reap. แปลว่าหว่านพืชอย่างไรได้ผลอย่างนั้น
As you sow so you reap ตรงกับสำนวนไทยว่า หว่านพืชอย่างไรได้ผลอย่างนั้น
As you sow มีความหมายคือ คุณหว่านเมล็ดพันธุ์ยังไง และ so shall you reap ก็แปลว่า คุณก็ได้ผลผลิตอย่างนั้น เห็นด้วยไหมครับว่า การกระทำใดๆก็ตามมันมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงที่ผลงานที่จะออกมานะครับ เช่นถ้านักเรียนเราทำการบ้านแบบชุ่ยๆ สุดท้ายการบ้านก็ออกมาแบบชุ่ยๆเหมือนกับทีทำนั่นแหละ


เทคนิคการสอนทักษะการเขียน




เทคนิคการสอนทักษะเขียนภาษาอังกฤษ (Writing Skill)
การเขียน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสารคือผู้เขียนไปสู่ผู้รับสารคือผู้อ่าน กระบวนการสอนทักษะการเขียน ยังจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างระบบในการเขียน จากความถูกต้องแบบควบคุมได้ (Controlled Writing) ไปสู่การเขียนแบบควบคุมน้อยลง (Less Controlled Writing) อันจะนำไปสู่การเขียนแบบอิสระ ( Free Writing) ได้ในที่สุด ครูผู้สอนควรมีความรู้และความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการเขียนให้แก่ผู้เรียนได้อย่างไร ผู้เรียนจึงจะมีทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
1. ชื่อเรื่อง เทคนิคการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ( Writing Skill)2. เกริ่นนำ การเขียน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสารคือผู้เขียนไปสู่ผู้รับสารคือผู้อ่าน มากกว่าการมุ่งเน้นในเรื่องของการใช้คำและหลักไวยากรณ์ หรือ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การเขียนเป็นการสื่อสารที่มุ่งเน้นความคล่องแคล่ว( Fluency) ในการสื่อความหมาย มากกว่าความถูกต้องของการใช้ภาษา ( Accuracy) อย่างไรก็ตาม กระบวนการสอนทักษะการเขียน ยังจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างระบบในการเขียน จากความถูกต้องแบบควบคุมได้ (Controlled Writing) ไปสู่การเขียนแบบควบคุมน้อยลง (Less Controlled Writing) อันจะนำไปสู่การเขียนแบบอิสระ ( Free Writing) ได้ในที่สุด การฝึกทักษะการเขียนสำหรับผู้เรียนระดับต้น สิ่งที่ผู้สอนต้องคำนึงถึงให้มากที่สุด คือ ต้องให้ผู้เรียนมีข้อมูลเกี่ยวกับ คำศัพท์ ( Vocabulary) กระสวนไวยากรณ์ ( Grammar Pattern) และเนื้อหา ( Content) อย่างเพียงพอที่จะเป็นแนวทางให้ผู้เรียนสามารถคิดและเขียนได้ ซึ่งการสอนทักษะการเขียนในระดับนี้ อาจมิใช่การสอนเขียนเพื่อสื่อสารเต็มรูปแบบ แต่จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนอย่างเป็นระบบที่ถูกต้อง อันเป็นรากฐานสำคัญในการเขียนเพื่อการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูงได้ต่อไป ครูผู้สอนควรมีความรู้และความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการเขียนให้แก่ผู้เรียนได้อย่างไร ผู้เรียนจึงจะมีทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพสูงสุด1. เทคนิควิธีปฎิบัติ การฝึกทักษะการเขียน มี 3 แนวทาง คือ 1.1 การเขียนแบบควบคุม (Controlled Writing) เป็นแบบฝึกการเขียนที่มุ่งเน้นในเรื่องความถูกต้องของรูปแบบ เช่น การเปลี่ยนรูปทางไวยากรณ์ คำศัพท์ในประโยค โดยครูจะเป็นผู้กำหนดส่วนที่เปลี่ยนแปลงให้ผู้เรียน ผู้เรียนจะถูกจำกัดในด้านความคิดอิสระ สร้างสรรค์ ข้อดีของการเขียนแบบควบคุมนี้ คือ การป้องกันมิให้ผู้เรียนเขียนผิดตั้งแต่เริ่มต้น กิจกรรมที่นำมาใช้ในการฝึกเขียน เช่น Copying , เป็นการฝึกเขียนโดยการคัดลอกคำ ประโยค หรือ ข้อความที่กำหนดให้ ในขณะที่เขียนคัดลอก ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้การสะกดคำ การประกอบคำเข้าเป็นรูปประโยค และอาจเป็นการฝึกอ่านในใจไปพร้อมกันGap Filing เป็นการฝึกเขียนโดยเลือกคำที่กำหนดให้ มาเขียนเติมลงในช่องว่างของประโยค ผู้เรียนจะได้ฝึกการใช้คำชนิดต่างๆ (Part of Speech) ทั้งด้านความหมาย และด้านไวยากรณ์Re-ordering Words, เป็นการฝึกเขียนโดยเรียบเรียงคำที่กำหนดให้ เป็นประโยค ผู้เรียนได้ฝึกการใช้คำในประโยคอย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และเรียนรู้ความหมายของประโยคไปพร้อมกันChanging forms of Certain words เป็นการฝึกเขียนโดยเปลี่ยนแปลงคำที่กำหนดให้ในประโยค ให้เป็นรูปพจน์ หรือรูปกาล ต่างๆ หรือ รูปประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ ฯลฯ ผู้เรียนได้ฝึกการเปลี่ยนรูปแบบของคำได้อย่างสอดคล้องกับชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค Substitution Tables เป็นการฝึกเขียนโดยเลือกคำที่กำหนดให้ในตาราง มาเขียนเป็นประโยคตามโครงสร้างที่กำหนด ผู้เรียนได้ฝึกการเลือกใช้คำที่หลากหลายในโครงสร้างประโยคเดียวกัน และได้ฝึกทำความเข้าใจในความหมายของคำ หรือประโยคด้วย1.2 การเขียนแบบกึ่งควบคุม (Less – Controlled Writing) เป็นแบบฝึกเขียนที่มีการควบคุมน้อยลง และผู้เรียนมีอิสระในการเขียนมากขึ้น การฝึกการเขียนในลักษณะนี้ ครูจะกำหนดเค้าโครงหรือรูปแบบ แล้วให้ผู้เรียนเขียนต่อเติมส่วนที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์ วิธีการนี้ ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะความสามารถในการเขียนได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การเขียนอย่างอิสระได้ในโอกาสต่อไป กิจกรรมฝึกการเขียนแบบกึ่งอิสระ เช่นSentence Combining เป็นการฝึกเขียนโดยเชื่อมประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน ด้วยคำขยาย หรือ คำเชื่อมประโยค ผู้เรียนได้ฝึกการเขียนเรียบเรียงประโยคโดยใช้คำขยาย หรือคำเชื่อมประโยค ในตำแหน่งที่ถูกต้องDescribing People เป็นการฝึกการเขียนบรรยาย คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ โดยใช้คำคุณศัพท์แสดงคุณลักษณะของสิ่งที่กำหนดให้ ผู้เรียนได้ฝึกการใช้คำคุณศัพท์ขยายคำนามได้อย่างสอดคล้อง และตรงตามตำแหน่งที่ควรจะเป็น Questions and Answers Composition เป็นการฝึกการเขียนเรื่องราว ภายหลังจากการฝึกถามตอบปากเปล่าแล้ว โดยอาจให้จับคู่แล้วสลับกันถามตอบปากเปล่าเกี่ยวกับเรื่องราวที่กำหนดให้ แต่ละคนจดบันทึกคำตอบของตนเองไว้ หลังจากนั้น จึงให้เขียนเรียบเรียงเป็นเรื่องราว 1 ย่อหน้า ผู้เรียนได้ฝึกการเขียนเรื่องราวต่อเนื่องกัน โดยมีคำถามเป็นสื่อนำความคิด หรือเป็นสื่อในการค้นหาคำตอบ ผู้เรียนจะได้มีข้อมูลเป็นรายข้อที่สามารถนำมาเรียบเรียงต่อเนื่องกันไปได้อย่างน้อย 1 เรื่องParallel Writing เป็นการฝึกการเขียนเรื่องราวเทียบเคียงกับเรื่องที่อ่าน โดยเขียนจากข้อมูล หรือ ประเด็นสำคัญที่กำหนดให้ ซึ่งมีลักษณะเทียบเคียงกับความหมายและโครงสร้างประโยค ของเรื่องที่อ่าน เมื่อผู้เรียนได้อ่านเรื่องและศึกษารูปแบบการเขียนเรียบเรียงเรื่องนั้นแล้ว ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลหรือประเด็นที่กำหนดให้มาเขียนเลียนแบบ หรือ เทียบเคียงกับเรื่องที่อ่านได้Dictation เป็นการฝึกเขียนตามคำบอก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่วัดความรู้ ความสามารถของผู้เรียนในหลายๆด้าน เช่น การสะกดคำ ความเข้าใจด้านโครงสร้างประโยค ไวยากรณ์ รวมถึงความหมายของคำ ประโยค หรือ ข้อความที่เขียน1.3 การเขียนแบบอิสระ ( Free Writing) เป็นแบบฝึกเขียนที่ไม่มีการควบคุมแต่อย่างใด ผู้เรียนมีอิสระเสรีในการเขียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิด จินตนาการอย่างกว้างขวาง การเขียนในลักษณะนี้ ครูจะกำหนดเพียงหัวข้อเรื่อง หรือ สถานการณ์ แล้วให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวตามความคิดของตนเอง วิธีการนี้ ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะความสามารถในการเขียนได้เต็มที่ ข้อจำกัดของการเขียนลักษณะนี้ คือ ผู้เรียนมีข้อมูลที่เป็นคลังคำ โครงสร้างประโยค กระสวนไวยากรณ์เป็นองค์ความรู้อยู่ค่อนข้างน้อย ส่งผลให้การเขียนอย่างอิสระนี้ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร 2. เอกสารอ้างอิง 2.1 กระทรวงศึกษาธิการ. ชุดฝึกอบรมครูสอนภาษาอังกฤษ ชุดที่ 3 Teaching 4 Skills สำหรับวิทยากร: กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2539. 2.2. อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด. คู่มือการพัฒนาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้
ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : บุ้ค พอยท์, 2546.2.3 บทเรียนที่ได้ (ถ้ามี) การสอนทักษะการเขียน โดยใช้กิจกรรมที่นำเสนอข้างต้น จะช่วยพัฒนาคุณภาพทักษะการเขียนของผู้เรียนให้สูงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝน ซึ่งผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทักษะการเขียนที่ดี จะนำไปสู่การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านสารได้อย่างมีประสิทธิภาพคำสำคัญ ( Keywords)
1. ทักษะการเขียน (Writing Skill) 2. การเขียนแบบควบคุม ( Controlled Writing) 3. การเขียนแบบกึ่งควบคุม ( Less Controlled Writng) 4. การเขียนแบบอิสระ ( Free Writing)

Learninglog


เทอมที่แล้วได้ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู3 ในโรงเรียนสาธิตและได้ทำการเรียนการสอน และศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโรงเรียน ได้เรียนรู้หลายอย่างในโรงเรียนสาธิต และสามารถนำการเรียนรู้ที่โรงเรียนสาธิตมาใช้ในอนาคตได้ และสิ่งที่ได้เรียนรู้นอกจากชั้นเรียนแล้วได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพย์

Architect (n.) = A person whose job is designing, building, etc.


Loaf (n.) = An amount of bread that has been shaped and baked in piece


นอกจากนี้แล้วได้เทคนิคการที่หลากหลายจากโรงเรียนสาธิต สามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้

Research


เทอมนี้ได้เรียนการทำวิจัยกับอ. Wen ซึ่งอาจารยืให้ทำวิจัยและได้มีการเก็บคะแนนจากการทำวิจัยด้วยได้ทำวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ


How to teach English writing for secondary students in Thailand


Introduction

English language is important for secondary students in Thailand. Thai secondary students have problems about writing. English writing is difficult because if they don’t know about vocabulary or grammar they can’t write. Grammar and vocabulary is important for writing skills.
The purpose of doing this search is to help Thai secondary students learn writing skills and writing for inspiration to study.

2. Literature Review

According to Bamberg (1984), grammar is important for Thai secondary students in Thailand when they writing because if they don’t understand grammar they can’t write sentence.
Silva (1984) suggested that structure of grammar is important for writing because structure of grammar is tool they can use in writing English.

Research Purpose and Research Question

The purpose of this study is to search for effective ways to teach English writing, which help Thai secondary students improve writing ability. The research question addressed is what process of English writing can help or improve students in secondary school to learn writing ability?

Research Method

The research setting is at Lanska School . The research interview 5 English teachers teaching English writing in secondary school in Thailand will be interviewed. The research will be carried out during 26-30 Auguest 2008.

References

Bamberg, B. (1984) How to teach English writing for secondary students
in Thailand. English Teaching Forum, 40, 36-38.
Silva, S. (1984) How to teach English writing for secondary students in
Thailand. English Teaching Forum, 40, 36-38.










How to teach English writing for secondary students in Thailand


Course: Academic Reding & Writing II

Lecturer: Ms. Wenwen Tian







Title








Semester year : 2008

Course Code : Engl 205

Subject Group : 4811114.01

Student ID : 4811114014

Name: Yawahe Chema

Nickname : Na



แผนการเรียนรู้ที่ 2


Lesson Plan

Name of unit: Life at Home Mutthayom 1
Topic: Daily Routines 1 Period (50 minutes)


1. Concept
Daily routines are important to have regular and consistant daily activities and routines. Having interesting activity to do every day allows people to use their time efficiently and will also help people to relax.

2. Objective
2.1 Curriculum Objective
The students will be able to speaking about daily routines.
2.2 Instructional Objective
- Practice speaking skills.
- Review the meaning of vocabulary
Take a shower
Take a bath
Wash hair
Clean the house
Have breakfast
Have lunch
Have dinner
Go to school
Brush teeth
Get up
The students will be able to give the meaning of vocabulary.
Take a shower
Take a bath
The students will be to use structure of sentence about conversation.
What time do you get up?
I get up at ……
Do you have a shower before breakfast?
Yes, I do. I have a shower at a quarter to eigth.

3. Learning Standard.
The students speak about changing daily routines.
Indicator
1. The students should be able to speaking about daily routines.

4. Language Funtion
Speaking for I nformtion.

5. Content
Vocabulary that students learned.
Take a bath
Wash hair
Clean the house
Have breakfast
Have lunch
Have dinner
Go to school
Brush teeth
Get up

New vocabulary
Take a shower
Take a bath

Conversation
Interviewer: What time do you get up?
Kevin : I get up at 6 o’ clock.
Interviewer: Do you have a shower before breakfast?
Kevin : Yes, I do. I have a shower at a quarter to eight.
Interviewer: What time do you start school?
Kevin : I start school at 8 o’clock.
Interviewer: Thank you.
Kevin: Thank, bye.

Structure
What time do you get up?
I get up at 6 o’ clock.
Do you have a shower before breakfast?
Yes, I do. I have a shower at a quarter to eight.
What time do you start school?
I start school at 8 o’clock.


6. Learning activities



Objective

Activities


Assessment

Teacher
Student
1.Curriculum Objective
- The students will be able to speaking about daily routines.
2. Instruction Objectives.
- Practice speaking skills.
-Review the meaning of vocabulary.
Take a shower
Take a bath
Have breakfast
Get up
The students will be able to give the meaning of new vocabulary.
Take a shower
Take a bath
The students will be able to use structure of sentence about conversation.
What time do you get up?
I get up at….
Do you have a shower before breakfast?
Yes, I do. I have a shower at a quarter to eigth.






























Warm up
- Good afternoon. How are you to day?
I ‘m fine. Thank you.

- I have a song for you

Lead in
- Teacher tells students.
What time do you get up?
- Teacher tells students about time of teacher get up.
- Teacher tell students about story then ask students in story what is it about?

- Well, I would like to show you about daily routines picture cards and then I will ask you about this picture.

Presentation

- Teacher to set up a billboard on the white board with many cartoon on the back cartoon have vocabulary about daily routines. Then students guess about acting.

- Divided you to pair work by taking about something use in daily routines. The something work together.
-Teacher tells student go up in front of class for acting about vocabulary.
- Teacher sticks word card in the white board when student right answer and you can spell that please.
-Teacher make student acting every group.
- Good, every groups has been very good.

Practice
- Teacher show conversation on the white board and give conversation to students.
-Teacher open CD about conversation twice
- repeat after me please
- Nupparat to Antika as interviever and Tiya to kwanjai as Kiven. Then read the conversation.
- Teacher divide students find partner by making something about daily routines such as soup.
- Teacher tell students move the chair.
- Teacher stick conversation on the white board and closs some word in conversation then students know about this word be able to raise your hand and answer then you right answer I give sticker to you.
- Find partner and work with partner again.
- Teacher closs this word in conversation another pair know be able to raise your hand when you right answer I give sticker for you.
- Teacher divide students make group by vocabulary about daily routines.
- Teacher closs some word in conversation again before students work with group then another group know about this word be able to saise your hand and I give sticker to you and group have a lot of sticker is the winner.
- very good and clap your hand three time.

Practice
-Teacher tell students write conversation by yourself same conversation in the white board with partner.
- Teacher tell students another pair go up in front of class to presentation and role play
-Tell students in conversation what is structure? How do you know?
- Teacher explain about structure and give worksheet to students
- Teacher give home work to students about interview you friend or foreigner about daily routines. Then explain in front of class.
- Hand in tomorrow
- Have you any question?
-Finish class.












- Class, stand up good afternoon teacher.
- I ‘m fine, thank you and you?
- Thank you.





- I get up at…


- Answer about story of teacher speaking.
-Daily routines.


-Answer about this picture.















- Students make group of two.




- Another group guess.


T-A-K-E-A-S-H-O-W-E-R












- Listen
- every read






- Students find partner.
- Students work together.
























- Students make group of six.
















- work with partner.










- Present simple tense

1. Observe every activities that students do. (Answer and attention)
2. Student write conversation about daily routines.
3. Students do the role play































- Make score.

























7. Materials.
- CD song
- Picture cards
- word cards
- works sheet
- conversation

8. Measurment and Evaluation

1. Cheek understanding of vocabulary.
2. Observe all activities that students do.
3. Students assess their friends score.
4. Teacher assess their work.

9. Optional Activities

Students should practice their conversation more for improving their speaking.












แผนการสอนที่ 1

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
เรื่อง
The zoo

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 Animal and their food ชั้นมัธยมศึกษาที่ 1
กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ เวลา 1 ชั่วโมง
---------------------------------------------------------------------

สาระสำคัญ
การเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ เพราะสัตว์เป็นเพื่อนร่วมโลกของมนุษย์ มนุษย์นำสัตว์มาเป็นอาหาร เป็นเครื่องทุ่นแรง เป็นเพื่อนเล่นยามเหงา ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ เช่น ที่อยู่อาศัยของสัตว์ อาหารของสัตว์ เป็นต้น

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ต.1.2.1 สนทนา แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์
มาตรฐาน ต.1.3.1 พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. นักเรียนสามารถสนทนา อ่านชื่อสัตว์ และอาหารที่สัตว์กินได้
2. นักเรียนสามารถบอกชื่อสัตว์และอาหารของสัตว์บางชนิดได้
3. อ่านและเขียนคำศัพท์เกี่ยวกับชื่อสัตว์และอาหารสัตว์ได้


เนื้อหาทางภาษา
Skills : พูด เขียน

Function : Describing animals and their food

Grammar : What food does a / an ……. eat ?

Vocabulary :
Animals : a cat , a tiger , an elephant ,
a monkey , a rabbit , a lion.
Food : fish ,meat ,sugar cane ,banana
,carrot.
การบูรณาการข้ามกลุ่มสาระ
สาระวิทยาศาสตร์ในเรื่องการจำแนกประเภทสัตว์

กิจกรรมการเรียนรู้

Warm up
1. ครูทักทายนักเรียน Hello. Good morning.
How are you ?
2. ครูถามนักเรียนว่าเคยไปเที่ยวสวนสัตว์ไหม รู้จักสัตร์อะไรบ้าง ให้นักเรียนบอกชื่อสัตว์ที่นักเรียนรู้จักเป็นภาษาอังกฤษ
Practice
1. ครูชูภาพสัตร์พร้อมชื่อสัตว์ให้นักเรียนดู
2. ครูแบ่งกระดานออกเป็นสองส่วนแล้วให้นักเรียนนำบัตรคำมาติดบนกระดานโดยแยกประเภทของบัตรคำ
3. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับอาหารสัตว์แต่ละชนิด
A : what food does an elephant eat?
B : Banana.
4. ให้นักเรียนจับคู่ฝึกสนทนาถามตอบด้วยประโยค
A: What food does an elephant eat?
B: Banana.
5. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม3-4 คน แล้วส่งตัวแทนมาหยิบหน้ากากภาพหรือภาพอาหารสัตว์และสวมหน้ากากไว้บนศีรษะ
6. ให้นักเรียนเล่นเกม Matching Game โดยนักเรียนวิ่งจับคู่ระหว่างคนที่สวมหน้ากากภาพสัตว์กับภาพอาหารสัตว์ ใครจับคู่ได้แล้วให้นั่งลงทุกคู่
7. นักเรียนคู่ที่มีภาพสัตว์กับภาพอาหารตรงกัน พูดขึ้นว่า
‘ An elephant eat banana’ นักเรียนทุกคนพูดตาม แล้วเปลี่ยนเป็นคู่อื่น


Production
1. นักเรียนเขียนคำศัพท์ใต้ภาพอาหารสัตว์ และเขียนชื่อสัตว์ที่กินอาหารนั้น
2. ให้นักเรียนวาดภาพสัตว์ที่นักเรียนชอบแล้วเขียนบรรยายใต้ภาพด้วยรูปประโยคต่อไปนี้
It is a/an………………..
It eats……………………
สื่อการเรียนรู้
1. รูปภาพสัตว์
2. รูปอาหารสัตว์
3. บัตรคำเกี่ยวชื่อสัตว์
4. บัตรคำเกี่ยวกับอาหารสัตว์
5. ใบความรู้

การวัดและประเมินผล

ทักษะที่จะประเมิน
วิธีการประเมิน
เครื่องมือประเมิน
1. บอกชื่อสัตว์
- สังเกต
- แบบสังเกต
2. เขียนคำศัพท์
- ตรวจงานการเขียนคำศัพท์

3. เขียนบรรยายภาพสัตว์และอาหารสัตว์
- ตรวจงานการบรรยายภาพ
- แบบประเมินการตรวจงาน
4. ฟังคำถาม
- ตรวจคำตอบจากเรื่องที่อ่าน
- แบบประเมินการฟัง
5. พูดบรรยายภาพสัตว์และอาหาร
- สังเกต และตรวจข้อความที่ใช้บรรยายภาพ
- แบบสังเกตและแบบประเมินการตรวจงาน






























แบบฝึกหัดที่ 2

ให้นักเรียนวาดภาพสัตร์ที่นักเรียนชอบแล้วเติมคำในประโยค























It is a/ an………..
It eats……………




Name………………
No……….

แบบประเมินการฟัง
นักเรียนฟังคำถามของครูและวงกลมล้อมรอบอาหารขงสัตว์แต่ละชนิดในคำถาม
1. sugar cane, banana, meat
2. sugar cane, grass, fish
3. fish, rice, grass
4. fish, grass, meat
5. rice, meat, grass





























ครูถาม
1. What does a monkey eat ?
2. What does an elephant eat ?
3. What does a rabbit eat ?
4. What does a tiger eat ?
5. What does a lion eat ?


























แบบประเมินการพูด
ให้นักเรียนหาภาพหรือวาดภาพสัตว์ 1 ชนิด พร้อมอาหารที่สัตว์กิน ออกมาพูดบรรยาย แล้วเขียนประโยคที่พูดใต้ภาพ