วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา


เมื่อวันที่ 5 เดือน พฤจิกายน ได้เข้าฟังการบรรยายการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ว่ามีความแตกต่างกับของไทยอย่างไรบ้าง และนอกจากนี้ก็ได้ศึกษาค้นค้วาเพิ่มเติม

Moving Forward on My.BarackObama
By Chris Hughes - Nov 7th, 2008 at 5:23 pm EST

Moving Forward on My.BarackObama

Over the past 21 months, millions of individuals have used My.BarackObama to organize their local communities on behalf of Barack Obama. The scale and size of this community and its work is unprecedented. Individuals in all 50 states have created more than 35,000 local organizing groups, hosted over 200,000 events, and made millions upon millions of calls to neighbors about this campaign. There can be no question that these local, grassroots organizations played a critical role in Tuesday's victory.What has made My.BarackObama unique hasn't been the technology itself, but the people who used the online tools to coordinate offline action. My.BarackObama has always been focused on using online tools to make real-world connections between people who are hungry to change our politics in this country.And the site isn't going anywhere. The online tools in My.BarackObama will live on. Barack Obama supporters will continue to use the tools to collaborate and interact. Our victory on Tuesday night has opened the door to change, but it's up to all of us to seize this opportunity to bring it about.In the coming days and weeks, there will be a great deal more information about where this community will head. For the moment, let's celebrate this victory and know that the community we've built together is just the beginning.

ประเพณีวันสารทเดือนสิบ


ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาในขณะที่ฝึกประสบการณืวิชาชีพครู3 ที่โรงเรียนสาธิต ดิฉันก็ได้จัดทำบอร์ดเกี่ยวกับประเพณีวันสารทเดือนสิบ และได้นำเอาตัวอย่างขนมที่เกี่ยวข้องที่ใช้ในวันสารทเดือนสิบ

ประเพณีวันสารทเดือนสิบ

ประเพณีวันสารทเดือนสิบการทำบุญวันสารทเดือนสิบ หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า วันชิงเปรตนั้นในเดือนสิบ(กันยายน) มีการทำบุญที่วัด ครั้งครั้งแรก วันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า วันรับเปรตครั้งที่สองวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า วันส่งเปรตการทำบุญทั้งสองครั้งเป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วโดยอุทิศส่วนกุศลไปให้วิญญาณของบรรพบุรุษที่ตกอยู่ในเปรตภูมิเป็นคติของศาสนาพราหมณ์ที่ผสมในประเพณีของพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญ ณ วัดที่เป็นภูมิลำเนาของตนเพื่อร่วมพิธีตั้งเปรตและชิงเปรตอาจสับเปลี่ยนกันไปทำบุญ ณ ภูมิลำเนาของฝ่ายบิดาครั้งหนึ่งฝ่ายมารดาครั้งหนึ่งจึงทำให้ผู้ที่ไปประกอบ อาชีพจากถิ่นห่างไกลจากบ้านเกิดได้มีโอกาสได้กลับมาพบปะสังสรรค์และ รู้จักวงศาคณาญาติเพิ่มขึ้นขนมเดือนสิบ จัดขึ้นโดยเฉพาะใช้ในโอกาสทำบุญเดือนสิบ ที่จำเป็นมี 5 อย่าง คือ1.ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม2.ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพ สำหรับญาติผู้ล่วงลับใช้เดินทาง3.ขนมกง ( ขนมไข่ปลา ) เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ4.ขนมเจาะรูหรือขนมเจาะหูหรือขนมเบซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินสำหรับใช้จ่าย5. ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้า สำหรับใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์ในวันแรม 1 ค่ำเดือนสิบ ชาวบ้านจัดภัตตาหารไปทำบุญที่วัดชาวบ้านเรียกวันนี้ว่าวันชิเปรตเป็นวันที่ยมบาลเปิดนรกปล่อยเปรตชนมาเยี่ยมลูกหลาน ลูกหลานก็ทำบุญต้อนรับครั้งหนึ่งใน วันแรม 15 ค่ำเดือนสิบเรียกว่าวันส่งเปรตเป็นวันที่เปรตชนต้องกลับยมโลก ลูกหลานก็จะทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่งประเพณีปฏิบัติก่อนวันงาน ชาวบ้านจะทำขนมที่เรียกว่า กระยาสารท และขนมอื่น ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่นในวันงาน ชาวบ้ายจัดแจงนำข้าวปลา อาหาร และข้าวกระยาสารทไปทำบุญตักบาตรที่วัดประจำหมู่บ้านทายก ทายิกา ไปถือศีล เข้าวัด ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล นำข้าวกระยาสารท หรือขนมอื่นไปฝากซึ่งกันและกันยังบ้านใกล้เรือนเคียง หรือหมู่ญาติมิตรที่อยู่บ้านไกลหรือถามข่าวคราวเยี่ยมเยือนกันบางท้องถิ่นทำขนมสำหรับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่พระโพสพ ผีนา ผีไร่ด้วย เมื่อถวายพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นำไปบูชาตามไร่นา โดยวางตามกิ่งไม้ต้นไม้ หรือที่จัดไว้เพื่อการนั้นโดยเฉพาะความเชื่อวันสารท เป็นวันที่ถือเป็นคติและเชื่อสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้และเชื่อว่าหากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้วญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุขอีกประการหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำนาเป็นอาชีพหลักในช่วงเดือน 10 นี้ ได้ปักดำข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำลังงอกงาม และรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญเพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมากวันเวลาการกำหนดทำบุญวันสารท มีความคลาดเคลื่อนกันบ้างในแต่ละท้องถิ่นของไทย เช่นภาคกลาง กำหนดในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10ภาคใต้ กำหนดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันรับตายาย และวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันส่งตายายชาวมอญ กำหนดวันขึ้น 15 ค่ ำ เดือน 11อย่างไรก็ตาม สารทไทยโดยทั่วไป ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เนื่องจากนับถัดจากวันสงกรานต์ ตามจันทรคติจนถึงวันสารทจะครบ 6 เดือน พอดีประเพณีสังวรวิธีปฏิบัติในการทำบุญวันสารทจะมีความแตกต่างกันออกไป แล้วแต่หมู่ชน และขนบธรรมเนียมประเพณีตามภูมิภาค ควรยอมรับว่าแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน และปฏิบัติตามแต่ละท้องถิ่นจะนิยมการทำบุญวันสารท ควรถือเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ญาติสนิทมิตรสหายทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและยังมี ชีวิตอยู่เพราะเป็นช่วงที่ว่างจากการทำนาบ้างหรือไม่เร่งรัดเหมือนกับช่วงปักดำ หรือช่วงเก็บเกี่ยวการไปวัดฟังธรรมในอดีต มักเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่เป็นส่วนใหญ่ในวันเช่นนี้ควรส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและคนหนุ่มสาว ไปวัดทำบุญและรักษาศีลให้มากขึ้น เพราะเป็นวัยที่ยังมีพลังที่จะเป็นหลักต่อไปในอนาคต และเป็นช่วงเวลาที่ไม่เร่งรัดงานมากนักพระสงฆ์ควรเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ประเพณีวันสารทให้ประชาชนเข้าใจและรู้ซึ้งถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เพื่อส่งเสริมให้สามารถปฏิบัตได้อย่างถูกต้องควรส่งเสริมฟื้นฟูประเพณีวันสารท ให้มีการปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยทุกกลุ่ม เพื่อเป็นที่รู้จักและแพร่หลายต่อไปกิจกรรมวันสารทให้แก่ผู้ที่ล่ง ลับไปแล้ว การตักบาตรจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ การตักบาตรที่สำคัญในแต่ละท้องถิ่นได้แก่ตักบาตรขนมกระยาสารทขนมกระยาสารทเป็นขนมประจำวันสารทในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งจะขาดเสียมิได้ด้วยมีความเชือที่ว่า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรขนมกระยาสารทในวันสารทไทยแล้ว ญาติผู้ล่วงลับก็จะไม่ได้ส่วนบุญส่วนกุศลที่กระทำในวันนั้น ขนมกระยาสารทมีส่วนประกอบ คือ ข้าวตอก ข้าวเม่า ถั่ว งา และน้ำตาล นำทั้งหมดมากวนเข้าด้วยกัน เมื่อสุกแล้วจึงนำมาปั้นเป็นก้อนกลม หรือจะตัดเป็นแผ่นก็ได้ตักบาตรน้ำผึ้งเป็นที่นิยมในบางท้องถิ่นเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักเป็นชาวไทยมอญ ที่นิยมตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีการตักบาตรน้ำผึ้ง เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามพุทธประวัติว่า "ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษา ณ ป่าปาริไลยก์ เพียงพระองค์เดียว แต่มีผู้ถวายอุปัฏฐากเป็นช้างปาริเยยกะ เป็นผู้คอยถวายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และลิงเป็นผู้หาผลไม้มาถวาย วันหนึ่งลิงได้นำน้ำผึ้งมาถวาย การถวายน้ำผึ้งจึงเป็นประเพณีปฏิบัติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา"ฟังธรรมเทศนา

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แบบทดสอบ


เทอมนี้ได้เรียนการออกข้อสอบกับอาจารย์บุญรฤธิ์ ซึ่งเรียนการออกข้อสอบ หลังจากที่ได้เรียนแล้วก็ได้ออกข้อสอบเกี่ยวกับไวยากรณ์


แบบทดสอบก่อนเรียน
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. ประโยคใดเป็น Present Simple Tense.
a. We have seen that seen before.b. He always goes to Bangkok.c. She went to Bangkok.d. Preecha is going to Bangkok.


2. ประโยคใดเป็น Present Simple Tense.
a He has lived here for 10 years.b. They study English.c. He never likes cats.d. They are dancing now.


3. ประโยคใดเป็น Present Simple Tense.
a.They often speak English in the classroom.b. Dang and Dam are dancing together.c. We have sung this song for 4 times.d. She is doing her homework at the moment.


4. ประโยคใดเป็น Present Simple Tense.
a. Nuntana ran to school yesterday.b. They have done their home work at the moment. c. He is talking with his English teacher.d. She sometimes talks to me in English.


5. ประโยคไหนเป็น Present Continuos Tense?
a. She usually sits on that table.b. We are standing at the moment.c. He never says "Hello" to me.

d. Are you speaking English?


6. ประโยคไหนเป็น Present Continuous Tense?
a. She usually takes to the movie. b. Are they doing their homework?c. We never do homework at school.

d. He often says goodbye to me before going to Bangkok.


7. ประโยคไหนเป็น Present Perfect Tense?
a. How long have you lived here?b. She always eats that kind of food.c. He is sitting over there. d. Are you sur?


8. ประโยคไหนเป็น Present Perfect Tense?
a. They hope to get the letter from me

b. We have played these computers for 2 hours.c. She loves my cats.d. Preecha loves to sing Thai song.


9. ประโยคไหนเป็น Present Perfect Tense?
a. I lived here yesterday.

b. She lived here since 1990.c. He has studied English since 1995.d. They always read that book


10. ประโยคไหนเป็น Present Perfect Tense?

a. She often sits near me.

b. You have a pen in your pocket.

c. You have put it in your bagd. She lived here since 1990

Learninglog


Today I studied Aj. Jennifer, she teaches about Transition Words
Transition words of addition and contrast help you connect sentences when you compare two things.
1. Transition words of addition connect two sentences that have similar ideas. These transitions includes in addition, additionally, also, and too.
Examples:
Money is made on special paper. Also, on each bill there is a special line that runs from the top to the bottom.
2. Transition words of contrast connect two sentences that have opposite ideas. Transitions includes however, in contrast, and on the other hand.
Examples:
There is no way to completely prevent counterfeiting. However, the government ha recently found a few ways to make it more difficult.
3. Transition words usually come at the beginning of the sentence. Transition words are usually separated from the rest of the sentence by a comma.
Examples:
U.S. dollar bills have micro printed words. In addition, they have color-changing ink. They have special paper, too.

And then I read a book about “One Thousand Dollars and Other plays”
There are some interesting words:
Architect (n.) = A person whose job is designing, building, etc.
Sentence using it:
Susan was one of the principal architects of the revolution.
Loaf (n.) = An amount of bread that has been shaped and baked in piece
Sentence using it:

Learninglog


เทคนิคการสอนในชั้นเรียน
การสอนเด็กต่างระดับในห้องเรียนเดียวกัน (Multi Level Teaching)
ความหมาย
การสอนเด็กต่างระดับในห้องเรียนเดียวกัน หรือการสอนเรื่องเดียวกันให้แก่เด็กที่มีความสามารถต่างกันนี้ตามหลักปฏิบัติของครูผู้สอน ได้นำทฤษฎีการเรียนและความสามารถที่แตกต่างของแต่ละบุคคลของบลูม(Bloom) มาประยุกต์ใช้โดยสร้างบทเรียนเดียวกันให้เหมาะสมกับเด็กหลายระดับเนื่องจากเด็กแต่ละคนมิได้มีความสามารถเหมือนกันและเท่ากัน ครูผู้สอนจึงจะต้องจัดกิจกรรมให้หลากหลาย และให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนในแต่ละหน่วย มีโอกาสใช้ความสามารถต่าง ๆ ของคนเองอย่างเต็มที่
แนวคิดและทฤษฎี
1. ทฤษฎีของบลูม (Bloom's Theory of Learning) ได้แบ่งความสามารถในการเรียนรู้ของคนเป็น 6 ระดัง ดังนี้ ระดับที่ 1 ขั้นมีความรู้พื้นฐาน (Knowledge) ระดับที่ 2 ขั้นความเข้าใจ (Comprehension) ระดับที่ 3 ขั้นนำไปใช้ Application) ระดับที่ 4 ขั้นวิเคราะห์ความรู้ (Analysis) ระดับที่ 5 ขั้นสังเคราะห์ (Synthesis) ระดับที่ 6 ขั้นประเมินผล (Evaluation)
การประยุกต์ใช้ในทฤษฎีของ่บลูม ตามทฤษฎีนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความสามารถต่างกันในห้องเรียนเดียวกันได้โดยการสอนเรื่องเดียวกันในหลายๆ ระดับตามความง่ายและยาก โดยจัดเป็นขั้นตอนตามลำดับอาจแบ่งเป็น ระดับ 1-2, ระดับ 3-4 และระดับ 5-6 ซึ่งการสอนเช่นนี้คงจะต้องสังเกตพฤติกรรมเด็กพร้อมกับทำความเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคลด้วย 2. ทฤษฎีองค์ประกอบทางสติปัญญาของการ์ดเนอร์ (Gardner's Theory of Multiple Intelligence)การ์ดเนอร์ (Gardner : 1985) กล่าวว่า ความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งเป็น 7 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ 1 ความสามารถทางดนตรี (Musicle) ด้านที่ 2 ความสามารถทางภาษา (Linguistic) ด้านที่ 3 ความสามารถทางการรับรู้โดยการสัมผัส (Kinesthetic) ด้านที่ 4 ความสามารถทางคณิตศาสตร์ (Mathematical) ด้านที่ 5 ความสามารถทางการกะระยะพื้นที่ (Spatial) ด้านที่ 6 ความสามารถทางด้านศีลธรรมจรรยา (Moralistic) ด้านที่ 7 ความสามารถทางด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal) มนุษย์ทุกคนมิใช่จะต้องมีความสามารถในทุกๆ ด้านตามที่กล่าวมาแล้ว บางคนอาจถนัดในเรื่องเดียว บางคนอาจมีความถนัดสองด้าน หรือบางคนอาจมีความสามารถหลายๆ ด้านรวมกันก็ได้





การจำแนกจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามแนวคิดของบลูมและคณะ

( Taxonomy of Educational Objectives : Bloom and others )

Bloom และคณะได้จำแนกจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมในการสอนออกเป็น 3 ด้าน คือ
1. ด้านพุทธิสัย ( Cognitive Domain ) เป็นจุดประสงค์ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนด้านปัญญา
( Intellectual Outcome ) คือ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการใช้ความคิด ( Thinking Skill ) ซึ่งสามารถจำแนกและจัดลำดับความสามารถทางปัญญาจากระดับพื้นฐานถึงระดับสูงได้ 6 ระดับ คือ
1.1 ความรู้ความจำ ( Knowledge ) เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงขั้นความสามารถในการจดจำเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ระลึกได้เมื่อต้องการนำมาใช้ได้แก่ ความรู้ที่เฉพาะเจาะจง ข้อเท็จจริง ความรู้เกี่ยวกับวิธีการหรือหลักการ เหตุการณ์ เป็นต้น
1.2 ความเข้าใจ ( Comprehension ) เป็นความสามารถในการใช้ความคิดเพื่อศึกษาเนื้อหาสาระต่าง ๆ ที่เคยเรียน โดยสามารถอธิบายด้วยคำพูดของตนเองหรืออาจจะสามารถแปลความหมาย ( Translation ) หรือตีความหมาย ( Interpretation ) และสามารถสรุปความและอ้างอิงต่อได้ในสิ่งที่ศึกษาได้
1.3 การนำความรู้มาใช้ ( Application ) เป็นความสามารถในการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันหรือนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยพบได้ โดยสามารถนำความรู้ของตนไปแก้ปัญหาหรือไปปรับวิธีการเก่าให้ดีกว่าเดิม
1.4 การวิเคราะห์ ( Analysis ) เป็นความสามารถในการใช้สมองแยกแยะสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ออกเป็นส่วนย่อยเพื่อค้นหาองค์ประกอบ โครงสร้าง หลักการหรือความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ได้
1.5 การสังเคราะห์ ( Synthesis ) เป็นความสามารถในการนำข้อมูลจากองค์ประกอบย่อย ๆ มาผสมผสานเพื่อให้เป็นภาพที่สมบูรณ์เกิดความกระจ่างหรือสร้างหรือออกแบบสิ่งใหม่ ๆ เรื่องใหม่ ๆ หรือหลักการและเกณฑ์ต่าง ๆ

2. ด้านจิตพิสัย ( Affective Domain ) เป็นจุดประสงค์ที่มุ่งพัฒนาพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้เรียนเกี่ยวข้องกับความรู้สึกหรืออารมณ์ เช่น เจตคติ ( Attitude ) ค่านิยม ( Value ) ความสนใจ ( Interest ) และความซาบซึ้ง ( Appreciation ) ซึ่งอาจสังเกตได้จากท่าทีที่แสดงออกมา Krathwohl และคณะได้จัดแบ่งพฤติกรรมด้านความรู้สึกได้ 5 ระดับดังนี้
2.1 การรับรู้ ( Receiving or Attending ) เป็นขั้นแรกของความรู้สึกซึ่งเหมือนกับขั้นความรู้ความจำด้านพุทธิพิสัย ถือเป็นการสัมผัสเบื้องต้น เพียงได้รู้ได้เห็นเท่านั้นแต่ยังไม่ได้นำไปใช้อะไร ซึ่งการรับรู้แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ
- การรู้จัก ( Awareness ) เป็นพฤติกรรมขั้นแรกที่คนรู้จักกับสิ่งเร้าว่ามันเป็นอะไร เป็นการรู้จักเพียงผิวเผินเท่านั้น
- การเต็มใจที่จะยอมรับสิ่งเร้า ( Willingness to Receive ) ขั้นนี้เป็นขั้นเต็มใจหรือพอใจที่จะรับรู้ มีความอ่อนโยนต่อสิ่งที่พบเห็น
- การควบคุมหรือคัดเลือกความสนใจที่มีต่อสิ่งเร้า ( Controlled or Selected Attention ) ความรู้สึกระดับนี้เป็นความรู้สึกต่อเนื่องจากขั้นที่แล้ว ที่แตกต่างออกไปคือความรู้สึกที่จะบอกได้ว่าอะไรควรเอาใจใส่ อะไรไม่ควรเอาใจใส่ เช่น ความรู้สึกชอบต่อสิ่งนี้อยากได้สิ่งนั้น จึงมองในลักษณะควบคุมหรือเลือกมากขึ้น
2.2 การตอบสนอง ( Responding ) ขั้นนี้เป็นขั้นที่มีจิตใจจดจ่อเริ่มมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งเร้าเกิดความสนใจ ชื่นชอบกิจกรรมหนึ่งมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งปฏิกิริยาโต้ตอบนั้นเป็นกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ
- การยินยอมในการตอบสนอง ( Acquiscence in Responding ) เป็นความรู้สึกเชื่อฟังหรือยอมรับที่จะทำเอาแต่อาจจะไม่พอใจเท่าไรนัก เช่น การเชื่อฟังกฎเกณฑ์ที่กำหนด ความตั้งใจทำตามระเบียบ
- การเต็มใจตอบสนอง ( Willingness to Response ) เป็นระดับความรู้สึกเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความตั้งใจ ความร่วมมือทำตามความต้องการหรือความสมัครใจ เช่น มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน
- การพึงพอใจที่ได้รับจากการตอบสนอง ( Satisfaction in Response ) เป็นลักษณะที่เห็นได้จากหลังการตอบสนองแล้ว
2.3 การเห็นคุณค่า ( Valuing ) ขั้นนี้เป็นความรู้สึกรู้คุณค่าและเริ่มผูกพันตนเองกับสิ่งนั้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้น
- การยอมรับคุณค่า ( Acceptance of Value ) เป็นความพร้อมที่จะรับว่าสิ่งเร้ามีคุณค่าหรือมีประโยชน์อย่างไรเป็นการยอมรับทางอารมณ์
- การนิยมในคุณค่า ( Preference for a Value ) ในระดับนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยอมรับคุณค่า แต่เพิ่มความรู้สึกเอาใจใส่ในคุณค่าหรือค่านิยมนั้นเพิ่มขึ้นอีก
- การผูกพันในคุณค่า ( Commiting or Conviction ) เป็นความรู้สึกหรือความคิดฝังแน่นในคุณค่านั้น ซึ่งจิตพิสัยในขั้นนี้เป็นลักษณะของเจตคติ ( Attitude ) และความซาสบซึ้ง ( Appreciation ) ที่เห็นชัดเจน
2.4 การจัดระบบ ( Organization ) เป็นขั้นการจัดระบบค่านิยมหลายอย่างที่กระจัดกระจายเข้าเป็นหมวดหมู่และส่วนหนึ่งของความคิดที่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีความหมายที่พอใจ โดยสามารถตัดสินได้ว่าอะไรมีคุณค่าที่สำคัญหรือมีบทบาทมากที่สุดและนำไปใช้เป็นประจำ ความรู้สึกระดับนี้แบ่งเป็น 2 อย่างคือ
- การสร้างมโนภาพของคุณค่า ( Conceptualization of Value System ) เป็นการจัดคุณค่าเรื่องต่าง ๆ ได้ อันเป็นผลจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้สึกมาแล้วมาเรียกชื่อใหม่กลายเป็นมโนภาพของคุณค่าใหม่
- การจัดระบบคุณค่าให้เป็นระเบียบ ( Organization of Value System ) เป็นการรวบรวมคุณค่าเข้าด้วยกันจนเห็นภาพทั้งหมดจนเป็นอุดมการณ์ทางความคิดของแต่ละบุคคล

2.5 การสร้างลักษณะนิสัย ( Characterization by a Value or Value Complex ) ขั้นนี้เป็นการผสมผสานระบบค่านิยมจนกลายเป็นความประพฤติหรือคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ความรู้สึกระดับนี้แบ่งเป็น 2 ขั้นคือ
- การสรุปคุณค่าหรือค่านิยมในรูปใดรูปหนึ่ง ( Generalized Set ) เป็นระบบคุณค่าหรือค่านิยมที่เป็นผลให้มีการแสดงออกในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
- การสร้างลักษณะนิสัย ( Characterization ) เป็นผลรวมของความรู้สึกและการแสดงออกของแต่ละบุคคล

3. ด้านทักษะพิสัย ( Psychomotor Domain ) เป็นจุดประสงค์ที่มุ่งพัฒนาพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการกระทำ ( Doing ) ของผู้เรียนเกี่ยวกับทักษะความชำนาญโดยมุ่งพัฒนากล้ามเนื้อหรือวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่ง Dave ได้จัดแบ่งลำดับความชำนาญจากน้อยไปหามาก สามารถจัดแบ่งพฤติกรรมการฝึกทักษะปฏิบัติ
ต่าง ๆ ได้ 5 ระดับคือ
3.1 การเลียนแบบ ( Imitation ) เป็นการกระทำที่เกิดจากแรงผลักดันภายในและการทำซ้ำ โดยการเริ่มจากกระทำที่ต้องใช้ความพยามยามทำตามแบบอย่างที่มีต้นแบบหรือสาธิตให้ดูขณะปฏิบัติ
3.2 การปฏิบัติหรือการจัดการกระทำ ( Manipulation ) เป็นความสามารถด้านการฝึกทักษะนั่นเอง โดยไม่มีแบบอย่างให้ดู
3.3 ความแม่นยำ ( Precision ) เป็นการฝึกฝนตามแบบโดยอาศัยความรู้ที่เคยเรียนมาก่อนและกระทำได้อย่างคล่องแคล่ว ดัดแปลงตามที่เห็นสมควรในเวลาที่เหมาะสมให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
3.4 การนำทักษะไปใช้ ( Articuration ) เป็นการรู้จักใช้ทักษะนั้น ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ กันได้หลายรูปแบบอย่างต่อเนื่องด้วยความถูกต้องโดยใช้เวลาน้อยที่สุด
3.5 การฝึกปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมชาติ ( Naturalization ) เป็นการฝึกจนเกิดความชำนาญด้วยความถูกต้องและเป็นธรรมชาติ




Learninglog


หลังจากที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนแล้ว ได้ศึกษานอกห้องเรียนเกี่ยวกับทักษะการฟัง และการอ่าน มาศึกษาเพิ่มเติม แลได้ทำความเข้าใจ

พัฒนา “ทักษะการฟัง”

ทักษะการฟังเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็น ต้องเรียนรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะการพูด อ่าน เขียน ฯลฯ ทักษะการฟังที่ดีนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญของทักษะการเข้าสังคม เพราะจะสามารถลดความเข้าใจผิด ความขัดแย้งในการปฏิสัมพันธ์กับคน นอกจากนี้การพัฒนาทักษะการฟังส่งผลต่อการพัฒนาในด้านสติปัญญา ในแง่ของการฝึกใช้ความคิด การจับประเด็น ฝึกความจำ และฝึกฝนการจดจ่อแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่ผ่านมาพบว่า คนในสังคมไทยจำนวนมาก มองว่าทักษะการฟังเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติจึงไม่ต้องดิ้นรนฝึกฝนมากเท่ากับทักษะการสื่อสารด้านอื่น ๆ จึงมักละเลยที่จะฝึกทักษะด้านการฟังนี้ให้กับเด็กไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเทียบกับทักษะในด้านการพูด อ่าน เขียน ที่ครูให้น้ำหนักความสำคัญในการฝึกฝนผู้เรียน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วทักษะการฟัง เป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเช่นเดียวกัน โดยควรฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าวให้เป็นอุปนิสัยประจำตัวที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงานของผู้เรียนต่อไปในอนาคต

สอนเด็กให้เป็นนักฟังที่ดีได้อย่างไร
เริ่มจากครูเป็นนักฟังที่ดี นั่นคือครูต้องเรียนรู้ที่จะฟังเด็กเมื่อเด็กต้องการสื่อสารหรืออยากเล่าเรื่องอะไรให้ครูฟัง ครูไม่ควรแสดงความรำคาญไม่อยากฟังหรือฟังแบบขอไปที โดยไม่ได้สนใจในสิ่งที่เด็กพูดจริง ๆ เปลี่ยนเรื่องพูดหรือคุยเรื่องอื่นแทรกขัดจังหวะ ฯลฯ รวมทั้งครูควรระวังพฤติกรรมของตนในขณะสื่อสารกับคนอื่น เช่น ขณะคุยโทรศัพท์ ขณะที่ครูคุยกันเอง ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการลอกเลียนแบบของเด็กโดยปริยาย นอกจากนี้ในการสื่อสารเรื่องใด ๆ กับเด็ก ครูไม่ควรคิดเอาเองว่าเด็กคงเข้าใจเหมือนอย่างที่ตนเองเข้าใจ แต่ควรสื่อสารออกไปอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กนั้นเข้าใจในสิ่งที่ตนพูดจริง ๆ ดังคำที่กล่าวว่า “Say what you mean, and mean what you say” นั่นเอง
สอนให้อดทนในการฟัง การฟังอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่สามารถสอนและฝึกฝนกันได้ แต่พื้นฐานสำคัญอันดับแรกสุดในการฝึกฝนดังกล่าวนั้น คือ การฝึกฝนความอดทนในการเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วความอดทนรอคอยของเด็กในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น ครูจึงควรฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังด้วยความอดทนโดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายหรือถูกเรื่องอื่นดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน
ภาคปฏิบัติในการฝึกฝนนั้น ครูสามารถฝึกเด็กได้โดยใช้กิจกรรมที่เรียกว่า sit time ในการกำหนดให้มีช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวันให้เด็กได้ตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน ฝึกฟังเทปบทเรียน เทปนิทาน หรือ หนังสือเสียง
สอนมารยาทการเป็นผู้ฟัง เป็นหลักการสำคัญในการสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะให้เกียรติผู้พูด ซึ่งเป็นการฝึกฝนให้เด็กไม่เป็นคนที่เย่อหยิ่งหรือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางคิดว่าความคิดของตนดีกว่าจนไม่ยอมรับฟังผู้ใด จนเป็นเหตุให้เกิดการปิดกั้นการเรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ทำให้การสนทนานั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และจบลงด้วยดี
ในภาคปฏิบัตินั้น ครูควรสอนให้เด็กให้เรียนรู้จักการมีมารยาทในการฟังด้วยการ
สอนให้เด็กสบตาผู้พูดเสมอ ไม่เดินไปเดินมา ลุกนั่งหรือย้ายที่นั่งไปมา วิ่งเล่นไปมาในขณะที่กำลังฟังผู้อื่นพูดกับตน.สอนให้เด็กไม่พูดขัดจังหวะหรือพูดแทรกในขณะที่อีกฝ่ายยังพูดไม่เสร็จ โดยหากต้องการถามอะไรให้จำหรือจดประเด็นเอาไว้ก่อน หรือหากกลัวลืมจริง ๆ ให้ยกมือขึ้นและกล่าวขออนุญาตถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ สอนให้เด็กรู้จักจังหวะของการ พูด/ฟัง ถาม/ตอบ ในการสื่อสาร

...สอนให้เด็กรู้จักเลือกฟังในสิ่งที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ ไม่ฟังคนอื่นนินทากัน หรือพูดจาลามกหยาบโลน โดยให้ขออนุญาตหรือเดินหลบออกมาอย่างสุภาพ

สอนให้ฟังอย่างกระตือรือร้น ไม่เพียงแต่มีมารยาทในการเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยท่าทีตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แต่การเป็นผู้ฟังที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีลักษณะแห่งความกระตือรือร้นอยู่ด้วย หรือที่เรียกว่า Active Listening ไม่ใช่แต่แสดงท่าทางภายนอกว่ากำลังฟังอยู่ แต่ในสมองต้องมีการทำงานถกเถียงและคิดไปด้วยอยู่ตลอดเวลา จะฟังแบบใจลอยคิดถึงเรื่องอื่นไม่ได้
โดยภาคปฏิบัติ ครูควรสอนให้เด็กตอบสนองการฟังทุกครั้ง เช่น เมื่อครูเรียกให้เด็กขานรับทันทีว่า “ผมกำลังมาครับ” หรือเวลาครูสอนอะไรให้เด็กแสดงท่าทีตั้งใจฟังและตอบรับ “ครับ/ค่ะ คุณครู” เป็นต้น เพื่อรู้ว่าเด็กกำลังฟังอยู่ รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามย้อนกลับมาทุกครั้งหลังจากที่ครูพูดคุยสนทนากับเด็กเสร็จหรือพูดทวนสิ่งที่ได้ยินมาซ้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการย้ำว่าสิ่งที่เด็กเข้าใจนั้นตรงกันกับสิ่งที่ครูพูดออกไปหรือไม่ เป็นต้น
สอนจับประเด็นโดยตั้งคำถามเพื่อวัดความสามารถในการฟัง ความสามารถในการจับประเด็นเป็นตัวชี้ว่าการสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผู้ส่งสารสามารถบรรลุเป้าหมายในการสื่อสารที่ต้องการไปยังผู้รับสารหรือไม่ ในภาคปฏิบัติหลังจากจบการพูดคุยกันแล้วทุกครั้ง ครูควรตั้งคำถามทวนซ้ำกับเด็ก เพื่อทดสอบว่าเด็กสามารถจับประเด็นในเนื้อหาที่ฟังไปได้หรือไม่ ตัวอย่างคำถามเช่น ในรูปแบบของ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร เวลาใด และเด็กจะต้องทำอะไรต่อไป เป็นต้น รวมทั้งสามารถตั้งคำถามเพื่อให้เด็กได้คิดต่อยอด เช่น ถามความคิดเห็นของเด็กเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ฟัง “หนูคิดว่าเรื่องนี้ใครผิด?” ... “หนูคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?” อันก่อให้เกิดประโยชน์ในการฝึกฝนทักษะการคิดให้เด็กได้อีกทาง รวมทั้งครูสามารถรู้จักเด็กเพิ่มขึ้น ผ่านทางแนวคำตอบที่ได้รับด้วยเช่นกัน การพัฒนาทักษะการฟังนั้นเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ สร้างให้เป็นนิสัย โดยครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะการฟังควบคู่กับทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน และทักษะการพูดอย่างสอดรับกัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ของเด็ก

ทักษะการอ่าน

วิธีการสอนที่ผู้สอนสามารถนำผู้เรียนเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ ในรูปแบบของการอ่านหนังสือ ที่ไม่เพียงสอนให้ผู้เรียนอ่านหนังสือเพื่อรับรู้ข้อมูลเท่านั้น แต่สอนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีโต้ตอบกับผู้เขียนอีกด้วย ในอดีตครูผู้สอนที่ต้องการฝึกให้ผู้เรียนรักษาสิ่งของ มักจะกำชับผู้เรียนเสมอว่า “ ห้ามขีดเขียนข้อความใดๆ ลงในหนังสือ ” เพราะจะทำให้หนังสือเลอะเทอะ หรือ “ ถ้าต้องการเน้นข้อความสำคัญ อนุญาตให้ขีดเส้นใต้เพียงอย่างเดียว ” ความคิดเช่นนี้ทำให้ผู้เรียนพลาดโอกาสในการใช้หนังสือเพื่อช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ ความเข้าใจ ความจำ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และความคิดสร้างสรรค์ เดฟ เอลลิส ( Dave Ellis ) ผู้ให้คำปรึกษาด้านการเรียนเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน “ เรียนเก่ง ” กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “ มีเหตุผลเดียวที่คนเราไม่เขียนอะไรลงไปในหนังสือ เพราะเรากลัวว่าเมื่อนำไปขายต่อจะไม่ได้ราคา ซึ่งแท้จริงแล้วประโยชน์ที่ได้จากการเขียนลงไปในหนังสือนั้น มีมากกว่าที่ได้รับจากการขายไม่รู้กี่เท่า ” เอลลิส จึงได้คิดระบบที่เรียกว่า Discovery and Intention Joumal Entry System ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำมาใช้ในระหว่างการอ่านหนังสือของผู้เรียนได้ Discovery คือ ข้อค้นพบ ทัศนคติ ความคิดเห็น และความรู้สึกที่มีต่อข้อความที่ได้อ่านจากหนังสือ Intention คือ สิ่งที่ต้องตั้งใจจะทำต่อไป หลังจากที่มีข้อค้นพบ หรือมีข้อคิดจากการอ่านหนังสือ เช่น กลับไปถามอาจารย์/เพื่อน ต้องไปค้นพบข้อมูลต่อ เป็นต้น โดยผู้เรียนสามารถขีด เขียน ลงไปในหนังสือได้ วิธีการอ่านแบบนี้ด้วยแบบนี้ช่วยทำให้ผู้เรียนฉลาดขึ้น เพราะผู้เรียนจะกลายเป็น “ ผู้เรียนรู้ ” การสอนผู้เรียนให้อ่านหนังสือและให้พวกเขารับเอาสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ทั้งหมดไม่ต่างอะไรกับการฝึกให้นกแก้วนกขุนทองพูดตามคำบอก แต่หากผู้เรียนได้อ่านหนังสือแบบเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไร ได้ฝึกโต้ตอบกับผู้เขียนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่อาจไม่สอดคล้องกับผู้เขียน ไม่เพียงเท่านั้น การอ่านเรียนรู้ยังไม่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ คำศัพท์สำนวนใหม่ๆ หรืออะไรก็ตามที่ได้รับจากการอ่าน ซึ่งการอ่านแบบเรียนรู้นี้จะเกิดต่อเมื่อผู้เรียนได้อ่านแล้ว “ คิด ” หรือ “ ขีดเขียน ” ลงไปในหนังสือ ในภาคปฏิบัติ เอลลิสมีคำแนะนำที่ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้กับผู้เรียนดังนี้ สอนผู้เรียนให้ขีดเส้นใต้ ทำเครื่องหมาย สร้างสัญญาลักษณ์ เหนือข้อความที่คิดว่าสำคัญ เมื่อผู้เรียนอ่านหนังสือ ครูผู้สอนสามารถแนะนำผู้เรียนให้วงกลมล้อมรอบข้อความสำคัญนั้น ถ้าสำคัญมากและต้องกลับมาทบทวนอาจเพิ่มจำนวนดอกจันทร์เป็น*** ตามความสำคัญของเนื้อหา ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจความคิดของผู้เขียนได้คมชัดมากยิ่งขึ้น สอนให้ผู้เรียนเขียนสรุปสิ่งที่ได้รับจากการอ่าน เมื่อผู้เรียนได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือต้องการย้ำความเข้าใจจากการอ่านหนังสือครูผู้สอนอาจสอนให้ผู้เรียนเขียนสรุปความสั้นๆ หรือทำเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือทำอะไรก็ได้ตามจินตนาการของผู้เรียนไว้มุมใดมุมหนึ่งของหนังสือ การทำเช่นนี้เป็นเหมือนการที่ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้เขียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้จดจำและสามารถทบทวนในสิ่งที่อ่านได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องกลับไปอ่านหนังสือทั้งเล่ม สอนให้ผู้เรียนเขียนแสดงความคิดเห็นจากสิ่งที่ได้อ่าน ครูผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนรู้จักการโต้ตอบกับผู้เขียนระหว่างการอ่านหนังสือ ไม่ควรเป็นผู้รับรู้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวโดยแนะนำให้ผู้เรียนเขียนสื่อสาร หรือใช้ภาษาสัญลักษณ์ลงไปในหนังสือด้วย หากผู้เรียนได้นำเสนอมา เช่น ขีดเส้นข้อความที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือต้องการเสนอความคิดจากสิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอมา เช่น ขีดเส้นข้อความที่เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย แล้วลากเส้นโยงออกมา เขียนไว้ว่า “ ความคิดนี้สุดยอดจริงๆ ” “ตรงนี้ไม่เห็นด้วยเขียนแง่ลบเกินไป” เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการสร้างผู้เรียนให้เป็นคนที่มีทักษะการคิด วิเคราะห์ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ สอนให้ผู้เรียนเขียน หรือแสดงสัญลักษณ์ เพื่อมีคำตอบจากการอ่านหนังสือ ครูผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคำถามในการอ่านไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ผู้เขียน เขียนมาทั้งหมด และเมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจและมีข้อสงสัยควรแนะนำให้ผู้เรียนใส่เครื่องหมายคำถาม (?) หรือเขียนประเด็นที่สงสัย หรือยังไม่เข้าใจ ต้องการค้นคว้าเพิ่มเติม หรือสอบถามผู้รู้ และเขียนกำกับไว้ด้วยว่าเราไม่เข้าใจอะไร หรืออาจเขียนกำกับไว้ด้วยว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เช่น “ ตรงนี้ต้องถามอาจารย์ ” “ ไปค้นพบในห้องสมุด ” เป็นต้น อันที่จริง ผมทำอย่างที่เอลลิสได้กล่าวไว้ข้างต้นมาตั้งแต่เด็กๆ และพบว่าทำให้การอ่านหนังสือได้ประโยชน์มาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคนเอาหนังสือที่ผมอ่านและได้เขียนสิ่งต่างๆ ไปอ่านต่อ หลายคนบอกผมว่า เขาได้รับประโยชน์จากการขีดเขียนของผมในหนังสือเล่มนั้นๆ ด้วย จึงสรุปได้ว่า วิธีการอ่านแบบนี้ช่วยทำให้ผู้เรียนได้ประโยชน์มากขึ้น และเรียนรู้ได้ดีมากขึ้นอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม วิธีเหมาะสำหรับหนังสือกับผู้เรียนที่เป็นเจ้าของเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน หนังสืออ่านเพิ่มเติม หรือแม้กระทั้งหนังสือที่ขึ้นมาอ่านเล่น เพื่อให้การอ่านหนังสือเกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด แต่หนังสือที่เป็นของห้องสมุด ซึ่งต้องใช้ส่วนรวม ครูผู้สอนควรย้ำให้ผู้เรียนใช้หนังสืออย่างมีมารยาทและเห็นแก่ผู้อื่น โดยไม่จดข้อความหรือขีดเขียนสิ่งใดลงไปไม่พบหนังสือหรือวางคว่ำหน้าลง เพราะหนังสืออาจจะหักหรือเสียหายได้ และควรดูแลให้หนังสืออยู่ในสภาพเดิมให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ในการใช้ร่วมกัน ผมมีความเชื่อว่า เปิดเทอมใหม่นี้ผู้เรียนทุกคนจะสามารถพัฒนาตนเองให้เก่งและฉลาดขึ้นได้ หากครูผู้สอนใส่ใจที่จะฝึกฝนและพัฒนาผู้เรียนในวิธีการที่เหมาะสม ซึ่ง “ การอ่านหนังสือ ” เป็นวิธีการหนึ่ง เพราะช่วยเพิ่มพูนความฉลาดและพัฒนาความเก่งและความฉลาดของผู้เรียนได้นั้น เกิดจากการที่เมื่ออ่านหนังสือผู้เรียนได้อ่านและคิดใคร่ครวญ ขีดเขียน ใส่สัญลักษณ์ ใส่เครื่องหมาย โต้ตอบกับผู้เขียน แม้จะดูเลอะเทอะ ไม่น่าดูในสายตาคนอื่น แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ผู้เรียนได้รับนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยการเรียนรู้ใหม่ๆ ซึ่งคุ้มค่ากับการใช้หนังสือหนึ่งเล่ม









Learninglog


หลังจากที่เรียนรู้ในห้องก็ได้ศึกษานอกเหนือที่ศึกษาในห้องเรียน และได้ศึกษาเกี่ยวกับภาษาอังกฤษวึ่งเป็นเรื่องของสำนวนภาษาอังกฤษ

Jack of all trades master of none แปลว่า รู้อย่างเป็ด
Jack of all trades master of none หรือว่า รู้อย่างเป็ด jack of all trades แปลว่า รู้หมดทุกหมด master of none แปลว่าไม่เก่งสักอย่าง สำนวนนี้ บอกเราว่าการที่รู้อะไรเพียงอย่างเดียวแต่เชี่ยวชาญนั้น ย่อมดีกว่าการที่รู้อะไรหลายๆ แต่ไม่ลึกซึ้ง ก็เหมือนเป็ดที่ บินได้ ว่ายน้ำได้ เดินได้ แต่ละอย่างก็ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ตามภาพวาดจะเห็นว่า เล่นได้หมดเลย...แต่ไพเราะเสนาะหูหรือเปล่า อีกเรื่องหนึ่งครับ
Like master like man แปลว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก
Like master like man ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก like master แปลว่าเหมือนเจ้านาย และ like man ก็คือ เหมือนลูกน้อง man ในที่นี้หมายถึง ลูกน้องนะครับ สำนวนนี้บอกเราว่า เจ้านายเป็นยังไงลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้านายเป็นคนที่ขี้เกียจ ลูกน้องก็จะ ขี้เกียจเหมือนกัน ดูในภาพซิครับสุนัขของพี่โจร... ช่วยกันทำมาหากินกันดีจริงๆเลย แย่ครับแย่
Like master like man แปลว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก
Like master like man ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า เจ้าวัดไม่ดีหลวงชีสกปรก like master แปลว่าเหมือนเจ้านาย และ like man ก็คือ เหมือนลูกน้อง man ในที่นี้หมายถึง ลูกน้องนะครับ สำนวนนี้บอกเราว่า เจ้านายเป็นยังไงลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้านายเป็นคนที่ขี้เกียจ ลูกน้องก็จะ ขี้เกียจเหมือนกัน ดูในภาพซิครับสุนัขของพี่โจร... ช่วยกันทำมาหากินกันดีจริงๆเลย แย่ครับแย่
Who loves to roam may lose his home แปลว่า รักสนุกจะทุกข์ถนัด
Who loves to roam may lose his home หรือ ตรงกับสำนวนไทยว่า รักสนุกจะทุกข์ถนัด คำว่า roam มีความว่า การท่องเที่ยวที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง may lose his home แปลว่า อาจสูญเสียบ้านได้
สำนวนนี้เตือนเราว่า ถ้าเรามัวเห็นแต่ความสนุกจนเกินไป อาจมีเรื่องร้อนหรือมีเรื่องลำบากใจตามมาทีหลังก็เป็นได้ ยังไงก็สนุกแต่พอสมควรนะครับ
A closed mouth catches no flies แปลว่าพูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง
A closed mouth catches no flies หรือตรงกับสำนวนไทยว่า พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง A closed mouth แปลว่า ปากที่ปิด และ catches no flies จะไม่มีแมลงวัน บางครั้งถ้าเงียบ อาจจะทำให้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น คลี่คลายไปในทางที่ดีก็ได้นะครับ
No one can give what he has not got แปลว่าอย่ารีดเลือดกับปู
No one can give what he has not got
ตรงกับสำนวนไทยว่า อย่ารีดเลือดกับปู No one can give แปลว่า ไม่มีใครสามารถให้ และ what he has not got อะไรที่เขาไม่มี สำนวนนี้บอกเราว่า อย่าเคียวเข็ญหรือบีบบังคับเอาเงินหรือสิ่งของกับผู้ที่ไม่มีจะให้ เพราะนอกจากจะไม่ได้แล้ว ยังจะทำให้เกิดความหงุดหงิดใจกันทั้ง 2 ฝ่ายนะครับ
A man cannot be in two places at the same time. หรือ ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า อย่าจับปลา สอง มือ A man cannot be in two places แปลว่า คนๆเดียวไม่สามารถอยู่ สองที่ และ at the same time ในเวลาเดียวกัน ทำอะไร สองอย่างพร้อมๆกันมันไม่ค่อยมีอะไรดีหรอกครับ ควรจะทำเพียงอย่างเดียวแต่เต็มที่จะดีกว่า.....Better bend than break แปลว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวางBetter bend than break ตรงกับสำนวนไทยคือ น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง Better bend โน้มเอนดีกว่า และ break คือ หักนะครับ
เป็นสำนวนที่หมายถึงการทำอะไรให้เป็นที่ขัดขวางอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ดูเหตุการณ์เสียก่อน อาจทำให้ได้รับเคราะห์หรืออันตรายได้ การที่เรารู้จักผ่อนปรนตามผู้ที่มีอำนาจ อะไรที่ยอมได้ก็ยอมกันไปเถอะครับ ตัวเราเองจะได้ปลอดภัย
Prettiness dies first แปลว่าสังขารไม่เที่ยงPrettiness dies first ตรงกับคำกล่าวว่า สังขารไม่เที่ยง Prettiness คือ ความสวยงาม และdies first มีความหมายว่า จากไปก่อน การเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้น ไม่มีใครที่จะหนีพ้น รวมถึงความสวยงาม ที่เหมือนดอกไม้ วันหนึ่งก็ต้องเหี่ยวเฉาไม่คงทน ถาวรนะครับ
It’s a small world แปลว่าโลกมันแคบ
It’s a small world ตรงกับคำกล่าวที่ว่า โลกมันแคบ ประโยคนี้ตรงตัวเลยครับ small ในที่นี้คือ คับแคบหรือเล็ก ไม่ว่าเราจะไปไหนก็มักจะเจอกับคนรู้จักทั้งนั้น เหมือนกับที่เค้าบอกว่า คนทั้งโลกนี้เป็นเพื่อนกันหมดเพียงแต่เรายังไม่ได้ทำความรู้จัก เหมือนกับสองคนนี้เค้าอาจเป็นฝาแฝดกันก็ได้

Don’t cry before you hurt แปลว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้
Don’t cry before you hurt หรือตรงกับสำนวนไทยคือ อย่าตีตนไปก่อนไข้ Don’t cry แปลว่า อย่าร้อง before you hurt ถ้ายังไม่เจ็บ คือ อย่าโวยวายไปก่อนที่เรื่องจะเกิด เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่แน่ว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่ร้ายแรง ไม่ได้เป็นจริงอย่างที่คิดไว้ก็ได้ สำนวนนี้ต้องการให้เรามีสติ อย่าตื่นเต้นตกใจ จำไว้นะครับสติมาปัญญาเกิด ใจเย็นๆๆนะ
We can’t dip into the future แปลว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
We can’t dip into the future ตรงกับคำกล่าวว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด dip แปลว่า จุ่ม นะครับ ส่วน into the future คือในอนาคต สำนวนนี้อยากจะบอกว่า เราไม่สามารถ รู้ถึงอนาคตได้ แต่เรารู้ว่าวันนี้ต้องทำอะไร ก็ทำให้ดีที่สุดเถอะครับ เพราะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดครับ ....จะเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวรู้กัน
Misfortunes come on wings. แปลว่ากรรมตามสนอง
Misfortunes come on wings ตรงกับคำกล่าวที่ว่า กรรมตามสนอง
Misfortunes แปลว่า โชคร้าย ส่วน come on wings มีความหมายว่า ติดปีกมาเลยปีก ใครทำกรรมอะไรไว้ไม่ต้องถึงชาติหน้าหรอก ชาตินี้แหละกรรมตามสนองแน่นอนอย่างกับติดจรวดทีเดียวเลย อย่างไรก็ทำดีไว้เถิดสังคมจะได้สงบสุขและจะได้มีแต่เรื่องดีๆตามมา....
As you sow so shall you reap. แปลว่าหว่านพืชอย่างไรได้ผลอย่างนั้น
As you sow so you reap ตรงกับสำนวนไทยว่า หว่านพืชอย่างไรได้ผลอย่างนั้น
As you sow มีความหมายคือ คุณหว่านเมล็ดพันธุ์ยังไง และ so shall you reap ก็แปลว่า คุณก็ได้ผลผลิตอย่างนั้น เห็นด้วยไหมครับว่า การกระทำใดๆก็ตามมันมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงที่ผลงานที่จะออกมานะครับ เช่นถ้านักเรียนเราทำการบ้านแบบชุ่ยๆ สุดท้ายการบ้านก็ออกมาแบบชุ่ยๆเหมือนกับทีทำนั่นแหละ